บทที่ 5 ไม่มีทางเลือก
มีเงินแล้วมันยังไง มีเงินแล้วมันยิ่งใหญ่มากเลยใช่ไหม วันนั้นดานิกาหัวเสียแทบทั้งวัน เธอทั้งโมโห หงุดหงิด ในขณะเดียวกันก็น้อยอกน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง
คนมีเงินใช้เงินทำอะไรก็ได้ ในขณะที่คนต้องการเงินจำต้องทำอะไรก็ได้ตามที่เจ้าของเงินสั่ง ทุกอย่างดำเนินด้วยคำว่าเงิน เงิน เงิน แล้วก็เงิน
ความโมโหของเธอแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาทันทีที่เธอมาถึงโรงพยาบาล เธอไม่ได้เล่าเรื่องที่เจอให้แม่ฟังเพราะเห็นว่าแม่กำลังอารมณ์ดี กำลังนั่งดูซีรีส์รอบดึกรอเธอกลับมาอยู่
“ดาดูนี่สิลูก นางเอกเรื่องนี้เป็นมะเร็งเหมือนแม่เลยเห็นไหม เขายังสาวยังสวยอยู่เลยนะ แต่ดันโดนสามีนอกใจแล้วไม่มาจ่ายค่ารักษาพยาบาล น่าสงสารน่าดูเลย”
บนใบหน้าซีดเซียวของแม่ยังคงมีรอยยิ้มพลอยทำให้คนรอบข้างยิ้มตามไปด้วย มันน่าเศร้าตรงที่โรคร้ายมันทำให้แม่ทรมานจนบางครั้งเธอก็เห็นแม่แอบร้องไห้อยู่คนเดียวบ่อยๆ แต่ต่อหน้าลูกสาวกลับทำเป็นร่าเริงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เธอเองก็ได้รับนิสัยนี้มาจากแม่เช่นกัน
ท่ามกลางความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ความหงุดหงิดจากการกระทำของลูกค้าคนนั้น เธอต้องทิ้งทุกอย่างเอาไว้หน้าห้องแล้วปั้นหน้ายิ้มเข้าไปหาแม่
“แม่ไม่ยอมห่มผ้าแล้วก็เปิดแอร์เย็นอีกแล้วนะคะ หมอบอกว่ายังไง ให้ดูแลตัวเองดีๆ ใช่ไหม”
เธอบ่นพลางเดินเข้าไปห่มผ้าให้แม่ ทว่าสายตาดันเหลือบไปเห็นที่นอนของแม่ซึ่งเปียกโชกซ้ำยังส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว ขาของแม่ที่พ้นจากกางเกงของโรงพยาบาลออกมาก็บวมเป่งจนน่ากลัว แต่ท่านกลับไม่รู้ตัวแล้วยังชี้ไม้ชี้มือไปยังทีวีตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม
“แม่ไม่หนาวเลยสักนิดนะลูก เนี่ย สงสัยว่าคุณหมอเขารักษาเก่งแน่เลย ช่วงหลังมานี้แม่ไม่ค่อยปวดท้อง กินข้าวอร่อยด้วยนะ”
หากแม่เป็นอย่างนี้ ไม่รู้ตัวแม้กระทั่งตัวเองฉี่แตกบนที่นอน เราจะยังมีโอกาสได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกไหม แม่จะมีโอกาสหายอีกไหม... หัวใจของเธอมันแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดีตั้งแต่ที่รู้ว่าแม่เป็นมะเร็ง และนั่นมันคงยังไม่มากพอใช่ไหม สัญญาณทุกอย่างกำลังบอกฉันว่าเรากำลังต้องจากกัน ไม่ช้าก็เร็ว...
สิ่งสุดท้ายที่เธอทำได้ คือการยื้อชีวิตของแม่ให้อยู่ด้วยกันนานขึ้นเท่านั้น
“แม่...” เธอเรียกแม่อย่างแผ่วเบา ทำให้แม่ละสายตาจากทีวีชั่วคราวแล้วหันมามองด้วยรอยยิ้ม
“ว่าไงลูก”
“หนูอาจจะพูดบ่อยไปหน่อยช่วงนี้ แต่หนูรักแม่นะคะ”
น้ำตามันไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอรู้ว่าแม่ไม่ชอบเห็นตัวเองร้องไห้หรอก ท่านบอกว่ารอยยิ้มของเธอนั้นสวยที่สุด เธอเลยเชื่อแม่และยิ้มเสมอมา แต่ตอนนี้...มันฝืนยิ้มไม่ไหวแล้ว
ดานิกาเดินเข้าไปหาแม่ โผเข้ากอดท่านแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาจนชุ่มผ้าห่มสกรีนชื่อโรงพยาบาลผืนนี้
“ไม่ต้องร้องนะลูก”
ฝ่ามือของแม่ลูบหัวลูกสาวอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของแม่ยิ่งทำให้เธอเศร้ามากขึ้น
ถ้าหากว่าพรุ่งนี้เธอไม่มีแม่แล้ว ถ้าเราต้องจากกันจริงๆ เธอจะทำยังไงดี...
วันต่อมา
เพราะมัวแต่ดูแลแม่จนลืมไปเลยว่าวันนี้มีเรียน รู้ตัวอีกทีก็ได้รับสายจากเพื่อนรักโทรมาโวยวายเสียยกใหญ่
[จะมาถึงกี่โมงอะดา ถ้าวันนี้แกสายอีกพวกเราจะตัดแกออกจากกลุ่มแล้วนะ] เสียงของแพรวา หนึ่งในเพื่อนในแก๊งเอ่ยด้วยความหงุดหงิด
“รีบอยู่ๆ บอกทรายว่าสิบห้านาทีถึง”
คุยโทรศัพท์ไปก็มัดเชือกรองเท้าไปด้วย หลังจากที่อาบน้ำเช็ดตัว ให้แม่กินข้าวกินยาเรียบร้อยแล้วก็ต้องรีบไปเรียนต่อ นี่คือกิจวัตรที่เธอต้องทำเป็นประจำทุกวัน
ที่จริงเธอเองก็อยากจะดรอปไปเลยเพราะเรื่องของแม่ แต่ญาติของป้าข้างห้องอาสาจะเข้ามาดูแลท่านให้ช่วงที่เธอไปเรียน บวกกับทุนการศึกษาที่ได้รับมีข้อกำหนดว่าต้องเรียนให้จบและเข้าทำงานที่บริษัทในเครือ 2 ปี เธอยังติดสัญญาข้อนี้เลยทำอย่างนั้นไม่ได้
อีกอย่าง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอเองก็ต้องเรียนให้จบ เพราะนั่นหมายถึงการงานที่มั่นคงในอนาคต เธอจะต้องมีเงินเดือนเยอะๆ เพื่อจะมาดูแลแม่ให้ได้
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็จะสู้!
“แพร แกบอกทรายว่าให้ส่งไฟล์รูปเล่มมาทีนะ เดี๋ยวฉันปริ๊นจากร้านหน้าโรงพยาบาลไปเลย”
[อยู่โรงบาลเลยเหรอดา มันไกลไปปะ เราต้องพรีเซนต์อาจารย์คาบนี้นะเว้ยไม่ใช่ชาติหน้า]
เสียงที่ลอดออกมาจากปลายสายคือเพื่อนอีกคนในแก๊ง น้ำเสียงของเธอเจือความไม่พอใจเอาไว้ซึ่งเธอก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี เพราะเรื่องแม่ทำให้เธอขาดเรียน ลา ไปสายอยู่บ่อยๆ เลยทำให้มีผลกระทบต่องานกลุ่มไปด้วย
เธอไม่ได้ขอให้เพื่อนเข้าใจหรอก แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้นี่นา
“ฉันจะบอกพี่วินรีบบึ่งไปเลยนะแก แค่นี้นะ”
ดานิการีบวางสายจากเพื่อนและออกมาจากห้องพักของแม่ในทันที ตอนนี้ในหัวของเธอมันวุ่นวายไปหมด เพราะเมื่อเช้าน้ำหวานโทรมาว่าต้องถึงร้านก่อนสี่โมงครึ่งไปเตรียมแต่งหน้าแต่งตัวในขณะที่เธอมีเรียนถึงสี่โมงเย็น ทำให้เธอต้องทำทุกอย่างให้เร็วขึ้นเพื่อให้งานที่ต้องส่งเสร็จในวันนี้ให้ได้
ตอนนี้นาฬิกาที่ข้อมือบอกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง เธอมีเวลาครึ่งชั่วโมงในการไปให้ทันคลาส ซึ่งจากโรงพยาบาลหากนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปคงสักยี่สิบนาที ยังไงก็ทันแน่ๆ
ทว่าเธอก็ลืมไปว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่เคยโชคดีในเรื่องอะไรเลย ในจังหวะที่มัวแต่ดูนาฬิกาอยู่นั้นเอง ทำให้ไม่ทันมองว่ามีคนอยู่ข้างหน้า เขาเองก็กำลังคุยโทรศัพท์ ทำให้เราทั้งคู่ประสานงากันเข้าอย่างจัง
โครม!!!
เสียงข้าวของกระจัดกระจายดังลั่นโรงพยาบาล ทั้งกระเป๋าผ้าที่ใส่หนังสือสองสามเล่มก็ปลิวไปคนละทิศคนละทาง มือถือที่กำลังจะเก็บลงกระเป๋าก่อนหน้านี้สไลด์ไปติดผนังหน้าห้องพักของใครคนหนึ่ง
ดานิกาทั้งเจ็บทั้งอาย เพราะเมื่อกี้ล้มผิดท่าไปหน่อยเลยทำให้ก้นกบกระแทกเข้ากับพื้นเต็มๆ
“อะ...โอ๊ย...”
“เป็นอะไรไหม?”
คนที่เธอเดินชนไม่ได้เป็นอะไรมาก เขาตั้งสติได้ก่อนรีบเข้ามาพยุงเธอให้ลุกขึ้น ตอนนั้นเธอไม่ทันได้เห็นหน้าเขา เพราะแค่ลุกขึ้นก็เจ็บจนตาหยี
“มะ ไม่เป็นไรค่ะ แต่...โอ๊ย!”
เธอถึงกับเซเข้าไปซบเขาอย่างไม่ตั้งใจ จังหวะนั้นดานิกาพยายามจะยืนด้วยตัวเองเลยฝืนยืนให้ตรง ก่อนจะหันไปหาเขาเพื่อขอบคุณและขอโทษ
ทว่าทันทีที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่แสนคุ้นเคยใต้แว่นกรอบหนา เธอก็ชาไปทั้งตัวจนพูดอะไรไม่ออก
ก็เข้าใจว่าเขาเป็นเจ้าของโรงพยาบาลนี้คงมีโอกาสเจอกันบ้าง แต่นี่มันเร็วเกินไปมั้ง
หลังจากที่เธอเพิ่งตบหน้าเขาไปหมาดๆ ในคลับ แล้วยังปากดีใส่เขาอีกชุดใหญ่ ผ่านมาก็แค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง
ดูเหมือนไม่ใช่แค่ดานิกาเท่านั้นที่ตกใจ เพราะเขาเองก็ชะงักไปเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าคือเธอ
“เจอกันอีกแล้วนะ บังเอิญจัง” รอยยิ้มชวนหงุดหงิดเผยขึ้นบนใบหน้าของเขา
ดานิกาแทบอยากจะเอาหัวโขกกำแพง
บังเอิญจังเลยเนอะที่เขาดันเป็นหมอแล้วมาอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนเธอก็แม่ป่วยหนักต้องมาอยู่โรงพยาบาลนี่ร่วมสามเดือนแล้ว
แต่ความรู้สึกแปลกใจก็ไม่เท่าความโมโหที่ยังคุกรุ่นอยู่ในอก เรื่องเมื่อวานมันทำให้เธอทั้งเจ็บทั้งอายจนนึกถึงทีไรก็อยากเอาหน้ามุดดินหนี แต่สิ่งที่เขาทำกลับเป็นการยิ้มน้อยๆ แล้วบอกว่า บังเอิญจัง อย่างนั้นเหรอ?
เมื่อเห็นว่าเป็นเขาเธอจึงสะบัดตัวน้อยๆ อย่างถือดี ก่อนจะพยายามขยับออกห่างโดยไม่ขอความช่วยเหลือจากเขา ทว่าความเจ็บที่ข้อเท้ามันก็ทำให้เธอต้องกรีดร้องออกมา
“โอ๊ย!!”
“เดินไม่ไหวหรอก ไปให้หมอเอกซเรย์ดูก่อนดีกว่าเผื่อมีตรงไหนหัก”
เขาว่าพลางจะเข้ามาอุ้มเธอขึ้นแต่ดานิกาเบี่ยงตัวหลบ
“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันมีเรียน”
“แต่ถ้ากระดูกหัก ติดเชื้อในกระแสเลือดอาจจะตายได้เลยนะ”
คำขู่ของเขาเหมือนจะได้ผล แต่ถ้าเธอไปไม่ทันแล้วทำให้ทั้งกลุ่มไม่ได้ส่งงาน เธอก็อาจจะตายได้เหมือนกัน
เหมือนว่าทางเลือกของเธอจะมีแค่สองทาง ไม่ตายก็ตาย ซ้ำตอนนี้นาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงสี่สิบห้านาที เหลือเวลาแค่สิบห้านาทีที่จะไปให้ถึงมหา’ลัย งานนี้มีแต่มีดจ่อคออยู่ทั้งนั้นเลย
“ต่อให้ตายฉันก็ต้องไปถึงมหา’ลัยให้ทันค่ะ” เธอว่าอย่างไม่มีทางเลือก
“รีบขนาดนั้น?”
ดานิกาพยักหน้า
นาวินทร์ระบายยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก ก่อนที่เขาจะทำในสิ่งที่เธอไม่คาดคิด
“งั้นฉันไปส่ง”
“อะไรนะคะ...ว้าย!”
สิ้นสุดคำว่า ไปส่ง ของเขา วงแขนก็สอดเข้ามาใต้ข้อพับของเธอ ในขณะที่มืออีกข้างสอดเข้าไปใต้แผ่นหลังแล้วอุ้มเธอขึ้นมาในท่าเจ้าสาว การกระทำของเขาทำเอาคนไข้คนอื่นๆ ที่ได้ยินเสียงดังแล้วออกมาดูต่างก็มองแล้วยกมือป้องปากซุบซิบไปตามๆ กัน
เรื่องนี้ต้องเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์แน่ ผู้อำนวยการสุดหล่อของโรงพยาบาลกำลังอุ้มเด็กนักศึกษาเดินไปตามทางเดิน แถมยังเป็นคนที่เขาเพิ่งจูบไปเมื่อวาน!
ดานิกาเขินจนทำตัวไม่ถูก เธอได้แต่กอดคอเขาแน่นแล้วซุกหน้าเข้าไปในแผงอกของเขาเพื่อหลบสายตาของทุกคน นั่นทำให้เธอได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่โชยมาจากตัวเขา
กลิ่นไม้ผสมกับเสจจางๆ ทำให้เธอผ่อนคลายลงเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็พาให้หัวใจเต้นรัวจนหน้าร้อนผ่าว
“ปะ...ปล่อยเถอะค่ะ คนมองหมดแล้ว” เธอพยายามกระซิบบอกเขา แต่เขากลับไม่ฟังเลย
“เดี๋ยวไปส่ง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไปเองได้”
“เดินยังไม่ได้จะไปเองได้ไง”
“แต่ว่า...”
“เงียบ”
เขาสั่งออกมาเสียงดุ เธอเลยไม่กล้าที่จะต่อปากต่อคำกับเขาอีกต่อไป ปล่อยให้คนตัวสูงอุ้มเดินฝ่าผู้คนที่ออกมามองด้วยความสนอกสนใจ กระทั่งออกไปถึงลานจอดรถในที่สุด
“ปล่อยได้แล้วค่ะ”
นาวินทร์ยอมทำตามที่เธอขอโดยดี ทว่าพอลงน้ำหนักที่ข้อเท้า ความรู้สึกเจ็บจี๊ดก็ทำให้เธอเซเข้าไปเกาะเขาไว้อีกครั้ง
“แล้วอย่างนี้จะไปเรียนได้ยังไง” เขาเอ่ยเสียงดุอีกครั้ง
“ไปไม่ได้ก็ต้องไปค่ะ”
ต่อให้ขาขาด หัวขาด หรือตายไปแล้วก็ต้องไปให้ได้ แล้งลางสังหรณ์ก็บอกเธอว่ายังไงวันนี้เธอก็ต้องมีเรื่องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หวังว่านั่นคงไม่ใช่ที่เธอคิด
“เรียนที่ไหนล่ะเรา” นาวินทร์ถามขึ้น
“เอกบูรพาค่ะ” ที่นั่นคือ มหาวิทยาลัยในเครือของครอบครัวเขาเอง
“งั้นก็เป็นไปไม่ได้ ช่วงนี้รถติดมาก อย่างต่ำก็ครึ่งชั่วโมง”
นั่นยิ่งทำให้เธอใจแป้วกว่าเดิม ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ เธอช้อนสายตามองเขา เบะปากแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร
“พอจะมีทางที่เร็วกว่านั้นไหมคะ”
สายตาแบบนั้น ท่าทางออดอ้อนแบบนั้น มีเหรอที่คนอย่างนาวินทร์จะทนไหว
หัวใจของเขาอ่อนยวบ ในขณะเดียวกันก็เต้นแรงจนพาให้ใบหน้าเห่อร้อน เขาต้องซ่อนอาการเขินเอาไว้ด้วยการพูดขึ้นมาด้วยเสียงจริงจัง
“งั้นเอางี้...รออยู่ตรงนี้”
แล้วเขาเดินหายไปยังอีกฝั่งของลานจอดรถ ทิ้งเธอไว้กับความกระวนกระวายเพียงคนเดียว
แล้วเสียงสตาร์ทรถดังกระหึ่มก็ได้ดังขึ้น เสียงนั้นได้เข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเห็นเป็นบิกไบค์คันใหญ่ที่ถูกขับโดยนาวินทร์
“ขึ้นมา” เขาพูดพร้อมกับยื่นหมวกกันน็อกที่มีเพียงใบเดียวมาให้เธอ
“แล้วของคุณล่ะคะ?”
“ไม่มี”
“ไม่มีแล้วจะไปได้ยังไง?”
“อย่าถามมาก ใส่ปกป้องหัวตัวเองไว้ก็พอ”
เขาพูดพร้อมกับคลายเนคไทออกหลวมๆ หลังจากรับหมวกมาแล้วดานิกาไม่กล้าอิดออด เธอรีบสวมแล้วเดินกะเผลกๆ ไปขึ้นรถอย่างทุลักทุเล
พอขึ้นมาบนรถได้แล้ว อยู่ๆ ก็เกิดคำถามหนึ่งขึ้นมา
“คุณ...ขี่เป็นใช่ไหมคะ?”
ดูจากบุคลิกของเขาไม่น่าขี่อะไรแบบนี้ได้เลย เธอคิดว่าเขาจะหันกลับมาตอบให้เธอมั่นใจว่าขี่เป็นแน่นอน แต่คำตอบของเขากลับทำให้เธอแอบกรีดร้องในใจ
“หึ ไม่”
“ดะ เดี๋ยว แล้วนี่ขี่ไม่เป็นแต่มีรถมอเตอร์ไซค์เนี่ยนะ!?”
“ไม่ใช่ของฉันหรอก ของใครก็ไม่รู้”
“อะไรนะ!!”
ไม่ได้แล้ว เธอจะเอาชีวิตมาฝากไว้กับเขาไม่ได้เป็นอันขาด เรื่องขี่ไม่เป็นก็เรื่องหนึ่ง แต่ข้อหาขโมยรถเธอไม่อยากมีเอี่ยวด้วย
“อย่าดิ้น รถจะออกแล้ว” เขาเอ่ยเสียงดุเมื่อเห็นว่าเธอทำท่าจะลงจากรถ
“ไม่ค่ะ คุณไม่ต้องไปส่งฉันแล้ว ฉันไปเองได้”
“ไม่ต้อง จะออกรถแล้ว เกาะแน่นๆ ล่ะ”
“ไม่เอาค่ะ กรี๊ด
!!!”
